ก่อนกำจัดไฝ ต้องแยกมะเร็งผิวหนังให้ได้ เช็กไฝด้วยหลัก ABCDE

สรุปสั้นๆ

ไฝที่ควรสงสัยว่าเป็นมะเร็งผิวหนัง คือไฝที่เข้าข่ายหลัก ABCDE ได้แก่ รูปร่างไม่สมมาตร (A) ขอบไม่เรียบ (B) มีหลายสี (C) ขนาดใหญ่กว่า 6 มม. (D) และมีการเปลี่ยนแปลง เช่น โตเร็ว มีเลือดออก (E) ถ้าเข้าข่ายแม้เพียงข้อเดียว ไม่ควรจี้หรือเลเซอร์ทันที ควรให้แพทย์ตรวจก่อน และอาจต้องตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจ

หลายคนอยากกำจัดไฝเพื่อความสวยงาม แต่ก่อนจะจี้ไฝหรือเลเซอร์ไฝ สิ่งที่สำคัญกว่าคือต้องแน่ใจว่าไฝเม็ดนั้น เป็นไฝธรรมดาจริงๆ เพราะไฝบางเม็ดอาจเป็นมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมา (Melanoma) ระยะเริ่มต้น ซึ่งถ้าพบเร็วจะรักษาได้ผลดีกว่ามาก

คลิป: ไฝ vs. มะเร็ง โดย นพ.สมพงษ์ วงศ์โลหะภัณฑ์
ทำไมต้องตรวจไฝก่อนกำจัด

การจี้ไฝด้วยเลเซอร์ เช่น CO2 Laser เป็นการทำให้เนื้อไฝระเหยไป จึงไม่เหลือชิ้นเนื้อให้ส่งตรวจ ถ้าไฝเม็ดนั้นเป็นมะเร็ง การจี้อาจทำให้ผิวด้านบนดูหายไป แต่เซลล์ที่ผิดปกติยังอยู่ด้านล่าง และทำให้การวินิจฉัยล่าช้าออกไป

ดังนั้นไฝที่มีลักษณะน่าสงสัย แพทย์จะเลือก ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยา แทนการเลเซอร์ ส่วนไฝที่ตรวจแล้วเป็นไฝธรรมดา จึงค่อยเลือกวิธีกำจัดที่เหมาะสม

เช็กไฝด้วยตัวเองด้วยหลัก ABCDE

หลัก ABCDE เป็นเช็กลิสต์ที่ใช้คัดกรองมะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาเบื้องต้น ใช้ตรวจได้เองที่บ้านโดยส่องกระจกหรือให้คนในบ้านช่วยดูบริเวณที่มองไม่เห็น เช่น หลังและไหล่

หลักไฝธรรมดาไฝที่น่าสงสัย
A: Asymmetry
ความสมมาตร
กลมหรือรี ถ้าแบ่งครึ่ง สองฝั่งเท่ากันรูปร่างเบี้ยว สองฝั่งไม่เท่ากัน
B: Border
ขอบ
ขอบเรียบ คม ชัด แยกจากผิวปกติได้ง่ายขอบหยัก ขรุขระ หรือขอบเบลอกลืนไปกับผิว
C: Color
สี
สีเดียวสม่ำเสมอ ดำทั้งเม็ด หรือน้ำตาลทั้งเม็ดหลายสีปนกัน เช่น ดำ น้ำตาล มีจุดแดง ขาว หรือสีออกน้ำเงิน
D: Diameter
ขนาด
เล็กกว่า 6 มม.ใหญ่กว่า 6 มม. (ประมาณยางลบท้ายดินสอ)
E: Evolving
การเปลี่ยนแปลง
คงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเวลานานโตเร็ว เปลี่ยนรูปร่างหรือสี นูนขึ้น มีเลือดออก คัน หรือเป็นแผลตกสะเก็ด
เปรียบเทียบไฝปกติกับมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา ตามหลัก ABCDE: ความสมมาตร ขอบ สี และขนาด

เปรียบเทียบไฝปกติ (แถวบน) กับมะเร็งผิวหนังเมลาโนมา (แถวล่าง)

ข้อควรรู้: หลัก ABCDE เป็นการคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น มะเร็งผิวหนังบางชนิดอาจมีขนาดเล็กกว่า 6 มม. และไฝที่ผ่านทุกข้อก็ยังควรให้แพทย์ดูถ้ารู้สึกว่าผิดปกติ ข้อที่ควรใส่ใจมากคือ E การเปลี่ยนแปลง ไฝที่เคยนิ่งแล้วเริ่มเปลี่ยน ควรพบแพทย์

มะเร็งผิวหนังที่ไม่เข้าหลัก ABCDE

• เมลาโนมาชนิดก้อนนูน (Nodular Melanoma) อาจรูปร่างกลมสมมาตรและสีเดียว แต่เป็นตุ่มนูน แข็ง และโตเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ถึงเดือน
• เมลาโนมาชนิดไม่มีสี (Amelanotic Melanoma) เป็นตุ่มสีชมพูหรือแดง ไม่ดำ จึงมักถูกมองว่าเป็นสิวหรือติ่งเนื้อ
ตุ่มใหม่ที่โตเร็ว นูนแข็ง หรือมีเลือดออกง่าย ควรให้แพทย์ตรวจ แม้จะไม่ใช่สีดำ

สัญญาณ “ลูกเป็ดขี้เหร่” (Ugly Duckling Sign)

นอกจาก ABCDE แพทย์ผิวหนังยังใช้หลัก ลูกเป็ดขี้เหร่ คือไฝปกติของคนคนเดียวมักหน้าตาคล้ายๆ กัน ถ้ามีไฝเม็ดไหน ดูแตกต่างจากเม็ดอื่นอย่างชัดเจน เช่น ใหญ่กว่า เข้มกว่า หรือสีต่างไป ควรให้แพทย์ตรวจเม็ดนั้นเป็นพิเศษ

จุดที่คนไทยควรระวังเป็นพิเศษ

ในคนเอเชีย มะเร็งผิวหนังชนิดเมลาโนมาพบได้บ่อยใน บริเวณที่ไม่ค่อยโดนแดด (Acral Lentiginous Melanoma) ได้แก่

  • ฝ่าเท้าและส้นเท้า เป็นปื้นดำหรือน้ำตาลที่ค่อยๆ ขยาย
  • ฝ่ามือ
  • ใต้เล็บมือหรือเล็บเท้า เป็นเส้นดำตามยาวที่กว้างขึ้น หรือสีดำลามออกนอกเล็บ

นอกจากนี้ควรตรวจ หนังศีรษะ หลัง และอวัยวะเพศ ด้วย เพราะเป็นจุดที่มองไม่เห็นเอง

จุดเหล่านี้มักถูกมองข้าม เพราะไม่เจ็บและอยู่ในที่ที่ไม่ค่อยได้มอง จึงควรสำรวจเป็นประจำ

มะเร็งเมลาโนมาที่ขา

ขาเป็นตำแหน่งที่พบเมลาโนมาได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้หญิง เพราะขามักโดนแดดเป็นประจำจากการใส่กระโปรงหรือกางเกงขาสั้น และเป็นจุดที่เรามักไม่ได้สังเกตอย่างละเอียด เช่น น่อง ด้านหลังขา และข้อพับเข่า

เมลาโนมาที่ขามักเริ่มจากไฝเดิมที่เปลี่ยนไป หรือจุดสีใหม่ที่ขึ้นมา สัญญาณที่ควรรีบพบแพทย์คือ

  • ไฝหรือจุดสีที่ขาโตขึ้น หรือสีเข้มขึ้นไม่สม่ำเสมอ
  • มีอาการคัน มีเลือดออก หรือเป็นแผลที่ไม่หายภายใน 2-4 สัปดาห์
  • ไฝที่เข้าข่ายหลัก ABCDE ข้อใดข้อหนึ่ง

ควรสำรวจขาทั้งด้านหน้าและด้านหลังด้วยกระจก หรือให้คนในบ้านช่วยดู เดือนละครั้ง

ใครมีความเสี่ยงสูง
  • มีประวัติมะเร็งผิวหนังในครอบครัว
  • ทำงานกลางแจ้ง ตากแดดจัดเป็นประจำ หรือเคยผิวไหม้แดดรุนแรงตั้งแต่เด็ก
  • มีไฝจำนวนมาก หรือมีไฝรูปร่างผิดปกติหลายเม็ด
  • มีไฝขนาดใหญ่มาตั้งแต่กำเนิด
  • เคยเป็นมะเร็งผิวหนังมาก่อน
  • ภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ได้รับยากดภูมิหลังปลูกถ่ายอวัยวะ
  • ผิวขาวมาก ผิวไหม้แดดง่าย
  • อายุมากขึ้น ความเสี่ยงก็สูงขึ้น
ถ้าไฝเข้าข่าย ควรทำอย่างไร
ไม่ควรทำ

• จี้ไฝ เลเซอร์ หรือใช้ยากัดไฝเองก่อนตรวจ
• แกะ เกา หรือตัดไฝเอง
• รอดูนานๆ ทั้งที่ไฝเปลี่ยนแปลง

ควรทำ

• ถ่ายรูปไฝไว้เทียบ พร้อมวางไม้บรรทัดข้างๆ
• พบแพทย์เพื่อส่องกล้องตรวจไฝ (Dermoscope)
• ถ้าน่าสงสัย ตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจพยาธิวิทยา

สำหรับไฝที่น่าสงสัย แนวทางที่นิยมคือ ตัดออกทั้งเม็ดพร้อมขอบผิวปกติเล็กน้อย (Excisional Biopsy) เพื่อให้พยาธิแพทย์ดูได้ครบทั้งเม็ด และวัดความลึกของเซลล์มะเร็ง (Breslow Depth) ได้ ซึ่งเป็นตัวกำหนดแผนการรักษาต่อ การเฉือนหรือจี้เฉพาะผิวด้านบนอาจได้ข้อมูลไม่ครบ

ถ้าผลชิ้นเนื้อยืนยันว่าเป็นเมลาโนมา รักษาอย่างไร

แพทย์จะประเมินระยะของโรค (Staging) จากความลึกของเซลล์มะเร็งและการลุกลาม แล้ววางแผนการรักษาตามแนวทางมาตรฐาน เช่น NCCN Guidelines ซึ่งอาจประกอบด้วย

1. การผ่าตัดเป็นการรักษาหลักในระยะเริ่มต้น ตัดรอยโรคพร้อมขอบผิวปกติโดยรอบ ความกว้างของขอบขึ้นกับความลึกของมะเร็ง
2. ตรวจต่อมน้ำเหลืองในบางระยะต้องตรวจต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง สำหรับเมลาโนมาที่ขาคือบริเวณขาหนีบ เพื่อดูว่ามีการแพร่กระจายหรือไม่
3. ยาภูมิคุ้มกันบำบัด / ยามุ่งเป้าใช้ในระยะที่มะเร็งลุกลาม หรือเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำหลังผ่าตัดในบางราย (Immunotherapy, Targeted Therapy)
4. รังสีรักษาใช้ในบางกรณี เช่น ผ่าตัดไม่ได้ หรือมะเร็งแพร่กระจาย

การรักษาเมลาโนมาจะดูแลร่วมกันโดยทีมแพทย์ในโรงพยาบาล หากผลชิ้นเนื้อเป็นมะเร็ง แพทย์จะช่วยประสานส่งต่อเพื่อรับการรักษาที่เหมาะสม ยิ่งพบในระยะที่มะเร็งยังตื้น โอกาสรักษาหายยิ่งสูง

ถ้าเป็นไฝธรรมดา กำจัดได้อย่างไร

เมื่อแพทย์ตรวจแล้วว่าเป็นไฝธรรมดา ติ่งเนื้อ หรือขี้แมลงวัน สามารถกำจัดได้ด้วย CO2 Laser ซึ่งเหมาะกับไฝขนาดเล็กถึงปานกลาง แผลเล็ก หายเร็ว ส่วนไฝที่ลึกหรือใหญ่ แพทย์อาจแนะนำการตัดออกและเย็บ ซึ่งได้ชิ้นเนื้อส่งตรวจไปพร้อมกัน แพทย์จะเลือกวิธีตามลักษณะไฝของแต่ละคน

ป้องกันมะเร็งผิวหนังในชีวิตประจำวัน
  • ทาครีมกันแดดแบบปกป้องทั้ง UVA และ UVB (Broad Spectrum) SPF 30 ขึ้นไป ทาซ้ำเมื่ออยู่กลางแจ้งนาน
  • หลีกเลี่ยงแดดจัดช่วงประมาณ 10:00-16:00 หรืออยู่ในร่ม
  • สวมหมวกปีกกว้าง แว่นกันแดด เสื้อแขนยาว และกางเกงขายาว หรือใช้ร่มเมื่ออยู่กลางแจ้ง
  • อย่าลืมทากันแดดที่ขาด้วย ไม่ใช่แค่ใบหน้าและแขน
  • หลีกเลี่ยงการอาบแดดหรือเตียงอบผิวแทน
  • สำรวจไฝของตัวเองเป็นประจำ และพบแพทย์เมื่อมีไฝใหม่หรือไฝที่เปลี่ยนแปลง
คำถามที่พบบ่อย
ไฝเล็กกว่า 6 มม. แปลว่าปลอดภัยไหม?

ไม่เสมอไป มะเร็งผิวหนังระยะแรกอาจมีขนาดเล็กกว่า 6 มม. ได้ ถ้าไฝมีลักษณะข้ออื่นใน ABCDE หรือเปลี่ยนแปลงเร็ว ควรให้แพทย์ตรวจแม้ขนาดเล็ก

ไฝแบบไหนเสี่ยงเป็นมะเร็งผิวหนัง?

ไฝที่รูปร่างไม่สมมาตร ขอบไม่เรียบ มีหลายสี ขนาดใหญ่กว่า 6 มม. หรือมีการเปลี่ยนแปลง เช่น โตเร็ว มีเลือดออก คัน ตามหลัก ABCDE รวมถึงไฝที่ดูต่างจากไฝเม็ดอื่นอย่างชัดเจน

จี้ไฝทำให้กลายเป็นมะเร็งได้ไหม?

การจี้ไฝไม่ได้ทำให้ไฝธรรมดากลายเป็นมะเร็ง แต่ถ้าไฝเม็ดนั้นเป็นมะเร็งอยู่แล้ว การจี้จะทำให้ไม่มีชิ้นเนื้อส่งตรวจ และอาจทำให้วินิจฉัยช้า จึงควรให้แพทย์ตรวจก่อนทุกครั้ง

ไฝที่ฝ่าเท้าอันตรายไหม?

ไม่ใช่ทุกเม็ดที่อันตราย แต่ในคนเอเชีย มะเร็งเมลาโนมาพบได้บ่อยที่ฝ่าเท้า ฝ่ามือ และใต้เล็บ ถ้ามีปื้นดำที่ขยายขึ้น หรือเส้นดำที่เล็บกว้างขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจ

ควรตรวจไฝบ่อยแค่ไหน?

ควรสำรวจไฝด้วยตัวเองประมาณเดือนละครั้ง และถ่ายรูปไว้เทียบ ถ้ามีความเสี่ยงสูง เช่น มีประวัติในครอบครัว ควรให้แพทย์ตรวจผิวหนังเป็นประจำ

บทความโดย

นพ.สมพงษ์ วงศ์โลหะภัณฑ์ (ว.30071)
DSCLINIC คลินิกหมอดาวใจ หมอสมพงษ์ ดูแลผิวมากว่า 18 ปี

มีไฝที่ไม่แน่ใจ? ให้แพทย์ตรวจก่อนกำจัด

สาขาอุดรธานี (Prime Square) โทร 042-932978
สาขาสกลนคร โทร 091-051-4242 (เปิด 10:00-20:00 หยุดวันพุธ)
Call Center 087-528-2442
ปรึกษาแพทย์ทาง LINE @dsclinic

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช้แทนการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์
แหล่งอ้างอิง: NCCN Guidelines: Cutaneous Melanoma; Skin Cancer Foundation: Melanoma Warning Signs; Harvard Health Publishing: Finding “ugly ducklings” may help detect melanoma (JAMA Dermatology, 2017)

ดูแลโดยแพทย์

นพ.สมพงษ์ วงศ์โลหะภัณฑ์ เลขที่ใบอนุญาต ว.30071

พญ.ดาวใจ ตรันเจริญรุ่งเรือง เลขที่ใบอนุญาต ว.31840

ดูแลผู้รับบริการด้านผิวหนังและความงามตั้งแต่ปี 2008 (กว่า 18 ปี) · DS Clinic อุดรธานี – สกลนคร · ทำความรู้จักแพทย์

สอบถามโทร 087-528-2442