เจาะลึก Ultherapy Prime คืออะไร? ต่างจากรุ่นเก่าอย่างไร? สรุปครบจบในที่เดียว!
ในวงการยกกระชับผิวหน้าโดยไม่ศัลยกรรม “Ultherapy” คือชื่อที่ได้รับการยอมรับว่าเป็น Gold Standard หรือมาตรฐานสูงสุดมาโดยตลอด และล่าสุดในปี 2024-2025 นี้ Merz Aesthetics ได้เปิดตัวนวัตกรรมใหม่ล่าสุดอย่าง Ultherapy Prime ซึ่งเป็นการอัปเกรดครั้งใหญ่ในรอบกว่า 15 ปี
บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบว่า Ultherapy Prime คืออะไร แตกต่างจากรุ่นเดิมอย่างไร และทำไมถึงเป็นตัวเลือกที่คุณไม่ควรพลาด
สารบัญ
Ultherapy Prime คืออะไร?
Ultherapy Prime คือนวัตกรรมยกกระชับผิวด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง (Micro-Focused Ultrasound with Visualization หรือ MFU-V) รุ่นใหม่ล่าสุดที่ได้รับการรับรองจาก US-FDA โดยหัวใจสำคัญคือการส่งพลังงานความร้อนลงลึกถึงชั้น SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) ซึ่งเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า
ความพิเศษของรุ่น Prime คือการพัฒนา “สมองกล” และ “ระบบแสดงผล” ให้ก้าวกระโดดไปอีกขั้น เพื่อมอบผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่าเดิม และประสบการณ์การรักษาที่สบายกว่าเดิม
5 จุดแตกต่างสำคัญ: Ultherapy Prime vs Ultherapy SPT (รุ่นเดิม)
หากคุณเคยทำ Ultherapy รุ่นเก่ามาก่อน คุณจะสัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงใน 5 ด้านหลัก ดังนี้
1. Visualization ที่กว้างและชัดเจนขึ้น (See the Difference)
หนึ่งในจุดแข็งของ Ultherapy คือเทคโนโลยี See-Plan-Treat (SPT) ที่ช่วยให้แพทย์เห็นชั้นผิวขณะยิง แต่ในรุ่น Ultherapy Prime หน้าจอถูกอัปเกรดเป็น 19 นิ้ว Full HD ซึ่งใหญ่กว่าเดิมถึง 35%
- รุ่นเก่า: หน้าจอขนาดเล็กกว่า การมองเห็นชั้นผิวจำกัดในวงแคบ
- Ultherapy Prime: เห็นภาพจำลองชั้นผิว (Ultrasound Image) ที่คมชัดและ กว้างขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า ช่วยให้แพทย์วางแผนการยิงได้ครอบคลุมและหลีกเลี่ยงจุดเสี่ยง (เช่น กระดูกหรือเส้นประสาท) ได้แม่นยำ 100%
2. ความเร็วในการรักษา (Faster Treatment)
Ultherapy Prime มาพร้อมกับระบบประมวลผล Dual-Core Processor ใหม่ล่าสุดที่ทำงานได้รวดเร็วขึ้นอย่างมาก
รุ่นเก่า: ระบบประมวลผลอาจมีอาการหน่วงบ้าง ทำให้การยิงแต่ละไลน์ใช้เวลาพอสมควร
Ultherapy Prime: ยิงได้ต่อเนื่องและเสถียรขึ้น ประมวลผลไวขึ้น 20% ทำให้ใช้เวลาในการรักษาสั้นลง คนไข้ไม่ต้องนอนรอนานเกินความจำเป็น
3. ประสบการณ์ความเจ็บที่ลดลง (Enhanced Comfort)
แม้ว่าอุณหภูมิที่ใช้ในการกระตุ้นคอลลาเจนจะยังอยู่ที่ 60-70 องศาเซลเซียส เท่าเดิม แต่การที่เครื่องทำงานได้เร็วขึ้นและการส่งพลังงานมีความสม่ำเสมอ (Uniformity) มากขึ้น ทำให้ความรู้สึกร้อนสะสมใต้ผิวลดน้อยลง
คนไข้หลายรายระบุว่า Ultherapy Prime เจ็บน้อยกว่ารุ่นเดิม ทำให้สามารถรับการรักษาจนจบโปรแกรมตามที่แพทย์วางแผนไว้ได้อย่างสบายใจ
4. ดีไซน์ที่ทันสมัยและการใช้งานระดับพรีเมียม
ตัวเครื่องได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดให้มีความ Slim และ Modern มากขึ้น พร้อมระบบ Interface ที่ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับแพทย์ ช่วยให้การตั้งค่าพลังงานและการสลับหัวยิง (Transducer) ทำได้รวดเร็วไร้รอยต่อ
5. การเก็บข้อมูลและการติดตามผล (Advanced Data Insights)
Ultherapy Prime มีระบบจัดเก็บข้อมูลการรักษาที่ละเอียดขึ้น ช่วยให้แพทย์สามารถเปรียบเทียบผลลัพธ์ก่อน-หลัง และออกแบบการรักษาในครั้งถัดไปให้ดียิ่งขึ้นตามลักษณะเฉพาะบุคคล (Individualized Treatment)
Ultherapy Prime ทำงานอย่างไร?
หลักการทำงานของ Ultherapy Prime คือการใช้คลื่น Ultrasound แปลงเป็นความร้อนจุดเล็กๆ (Thermal Coagulation Points) ลงไปที่ชั้นผิว โดยแบ่งความลึกออกเป็น 3 ระดับหลัก
- ชั้น 1.5 mm: ช่วยลดริ้วรอยเล็กๆ และปรับสภาพผิวชั้นนอกให้เรียบเนียน
- ชั้น 3.0 mm: กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนังแท้ เพื่อความแน่นกระชับ
- ชั้น 4.5 mm: ส่งพลังงานไปถึงชั้น SMAS เพื่อยกโครงสร้างหน้าให้ดูเรียวและยกขึ้น
ผลลัพธ์ที่ได้จาก Ultherapy Prime
การทำ Ultherapy Prime เพียง 1 ครั้ง สามารถให้ผลลัพธ์ที่ยาวนานถึง 12-18 เดือน โดยคุณจะเห็นผลดังนี้
- Face Lifting: กรอบหน้าชัดขึ้น ผิวหน้ายกกระชับขึ้น
- Tightening: ผิวมีความยืดหยุ่น หนาแน่นขึ้น ไม่หย่อนคล้อย
- Brow Lift: ยกคิ้วและหนังตาที่ตกให้ดูสดใสขึ้น
- Double Chin Reduction: ลดปัญหาเหนียงและกระชับผิวใต้คาง
- Fine Lines: ริ้วรอยบริเวณหางตาหรือรอบปากดูจางลง
ใครที่เหมาะกับ Ultherapy Prime?
- ผู้ที่มีปัญหาผิวหย่อนคล้อยเล็กน้อยถึงปานกลาง
- ผู้ที่ต้องการปรับรูปหน้า V-Shape โดยไม่พึ่งเข็มหรือศัลยกรรม
- ผู้ที่มีปัญหากรอบหน้าไม่ชัด มีเหนียง หรือคิ้วตก
- ผู้ที่เคยทำ Ulthera รุ่นเก่าแล้วอยากสัมผัสประสบการณ์ที่สบายและไวกว่าเดิม
- ผู้ที่ต้องการงานผิวที่ดูเป็นธรรมชาติ (Natural Look) ไม่ดู “ทำหน้ามา” มากเกินไป
สรุปสั้นๆ ให้เห็นภาพชัดเจนที่สุด Ultherapy Prime คือการเปลี่ยนจาก “คอมพิวเตอร์รุ่นเก่า” มาเป็น “สมาร์ทโฟนตัวท็อปรุ่นล่าสุด” ครับ โดยจุดที่ต่างจากรุ่นเดิม (SPT) อย่างเห็นได้ชัดมี 3 ด้านหลัก ดังนี้ค่ะ
1. ความเร็วและความเสถียร (Faster & Smoother)
- ประมวลผลไวขึ้น: ด้วยระบบ Dual-core ทำให้เครื่องสแกนชั้นผิวและปล่อยพลังงานได้ต่อเนื่อง ไม่ค่อยมีจังหวะหน่วงเหมือนรุ่นเก่า
- ใช้เวลาน้อยลง: ระยะเวลาในการทำลดลงประมาณ 20% (เช่น จากเดิม 60 นาที เหลือประมาณ 45-50 นาที)
2. ความแม่นยำในการมองเห็น (Better Visualization)
- หน้าจอใหญ่สะใจ: อัปเกรดจาก 15 นิ้ว เป็น 19 นิ้ว (ใหญ่ขึ้น 35%) และคมชัดระดับ Full HD
- เห็นภาพลึกและกว้างขึ้น: แพทย์จะมองเห็นภาพจำลองชั้นผิว (Ultrasound Image) ได้กว้างขึ้นกว่าเดิม 2 เท่า ช่วยให้วางแผนการยิงเลี่ยงจุดเสี่ยง (เส้นประสาท/กระดูก) ได้แม่นยำกว่ารุ่นเดิมมาก
3. ประสบการณ์ความรู้สึก (Better Experience)
- ความสบายผิว: แม้พลังงานความร้อนจะสูงเท่าเดิมเพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด แต่ด้วยความเร็วที่มากขึ้น ทำให้ความรู้สึก “ร้อนจี๊ดสะสม” ลดน้อยลง คนไข้ส่วนใหญ่จึงรู้สึกสบายกว่าตอนทำรุ่นเก่าครับ
- ดีไซน์ทันสมัย: ตัวเครื่องดูพรีเมียมขึ้น ระบบสัมผัสลื่นไหลเหมือนใช้ iPad รุ่นใหม่ล่าสุด
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ต้องพักฟื้นไหม? : ไม่ต้องพักฟื้นค่ะ หลังทำอาจมีรอยแดงเล็กน้อยซึ่งจะหายไปเองภายในไม่กี่ชั่วโมง
ทำกี่ครั้งถึงเห็นผล? : เห็นผลตั้งแต่ครั้งแรกที่ทำ และจะชัดเจนที่สุดในเดือนที่ 3-6
Ultherapy Prime ราคาแพงกว่ารุ่นเก่าไหม? : โดยทั่วไปราคาอาจสูงกว่ารุ่นเก่าเล็กน้อยเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุด แต่คุ้มค่าด้วยความแม่นยำและความสบายที่มากกว่า
สรุป
ผลลัพธ์การยกกระชับยังดีเยี่ยมเหมือนเดิม (อยู่ได้ 1-1.5 ปี) แต่ Prime จะช่วยให้แพทย์ทำงานแม่นยำขึ้น และคนไข้เจ็บตัวน้อยลงเพราะใช้เวลาน้อยลงนั่นเองค่ะ
หากคุณกำลังมองหาการยกกระชับที่ “เจ็บน้อยลง แต่เห็นผลชัดเจนขึ้น” Ultherapy Prime คือการลงทุนที่คุ้มค่า
เทคโนโลยีหน้าจอที่ชัดขึ้นทำให้แพทย์มั่นใจในการยิงทุกช็อต และระบบประมวลผลที่ไวขึ้นทำให้คุณประหยัดเวลาและลดความทรมานระหว่างทำ นี่คือการยกระดับมาตรฐานความงามที่ทำให้การยกกระชับหน้าไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอีกต่อไป
บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ หากคุณสนใจรับบริการ Ultherapy Prime แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินสภาพผิวหน้าอย่างละเอียดก่อนรับการรักษานะคะ
