ทำไม Ultherapy ราคาสูง? เจาะลึกความคุ้มค่าและเหตุผลที่คนยอมจ่ายในปี 2026

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญกำลังปรึกษาคนไข้เรื่องการทำ Ultherapy และความแตกต่างจากเครื่อง HIFU ทั่วไป เพื่อการยกกระชับใบหน้าอย่างมีประสิทธิภาพที่ DS Clinic

ในยุคที่นวัตกรรมการดูแลผิวรุดหน้าไปไกล Ulthera (อัลเทอร่า) คือชื่อที่ถูกยกให้เป็น “Gold Standard” หรือมาตรฐานสูงสุดของการยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัด แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ “ทำไม Ultherapy ถึงราคาสูง?” และ “ทำไมถึงต่างจาก HIFU ทั่วไปหลักพันบาท?”

บทความนี้จะพาคุณไปหาคำตอบว่า ภายใต้ราคาที่ดูเหมือนจะสูงนั้น มีเทคโนโลยีและความคุ้มค่าอะไรซ่อนอยู่ เพื่อให้คุณตัดสินใจได้ว่าการลงทุนครั้งนี้ “คุ้มค่า” สำหรับผิวของคุณหรือไม่

1. เทคโนโลยี MFU-V และหน้าจอ Real-Time Visualization

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Ultherapy แตกต่างจากเครื่องยกกระชับอื่นๆ คือเทคโนโลยี Micro-Focused Ultrasound with Visualization (MFU-V)

  • เห็นจริง ยิงแม่น: Ultherapy เป็นเครื่องเดียวที่มีหน้าจอแสดงผลชั้นผิวแบบ Real-time แพทย์สามารถมองเห็นชั้นผิวหนังแต่ละเลเยอร์ได้ลึกถึงชั้น SMAS (ชั้นที่ใช้ในการผ่าตัดดึงหน้า)
  • ความปลอดภัยสูงสุด: เมื่อเห็นโครงสร้างผิวผ่านหน้าจอ แพทย์จะสามารถเลี่ยงการยิงโดนกระดูกหรือเส้นประสาท และส่งพลังงานลงไปในจุดที่ต้องการเป๊ะๆ ซึ่งเครื่อง HIFU ทั่วไปส่วนใหญ่จะไม่มีหน้าจอนี้ ทำให้เป็นการ “ยิงแบบสุ่ม” (Blind Treatment)

2. มาตรฐานการรับรองระดับโลก (US FDA Cleared)

ตารางเปรียบเทียบจุดเด่นของ Ultherapy

Ultherapy ไม่ได้เป็นแค่เครื่องนวดหน้าธรรมดา แต่ได้รับการรับรองจาก US FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) ว่าสามารถ “ยกกระชับ” (Lifting) ได้จริง

ไม่ใช่แค่ทำให้ผิวดูตึงขึ้นชั่วคราว การได้มาซึ่งมาตรฐานนี้ต้องผ่านการวิจัยและทดสอบทางคลินิกอย่างเข้มงวด ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญที่ทำให้เครื่องแท้มีราคาสูงถึงหลักล้านบาท

3. ผลลัพธ์ที่อยู่ได้นานและคุ้มค่าในระยะยาว

หากมองเพียงตัวเลขราคาต่อครั้ง Ultherapy อาจดูแพงกว่า HIFU 3-5 เท่า แต่ถ้าลองคำนวณความคุ้มค่า

Ultherapy: ทำ 1 ครั้ง ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 12-18 เดือน

HIFU ทั่วไป: อาจต้องทำซ้ำทุก 3-6 เดือน เพื่อรักษาผลลัพธ์

เมื่อเทียบเป็นรายปี การทำ Ultherapy เพียงปีละครั้งให้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนและประหยัดเวลากว่ามาก

Lorem ipsum dolor sit amet...

อินโฟกราฟิกอธิบายต้นทุนหัวยิง Ultherapy แท้จาก Merz Aesthetics

หัวยิงของ Ultherapy มีจำนวน Shot (Line) ที่จำกัด และแต่ละหัวมีราคาสูงมากจากบริษัทผู้ผลิต (Merz Aesthetics)

คลินิกที่ใช้เครื่องแท้จึงมีต้นทุนต่อไลน์ที่แน่นอน หากคุณเจอโปรโมชั่น “Ultherapy ไม่จำกัดช็อต” ในราคาถูกผิดปกติ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าอาจเป็นเครื่องปลอม ซึ่งเสี่ยงต่อผิวไหม้หรือใบหน้าเสียรูปได้

ตารางเปรียบเทียบ: Ultherapy vs HIFU ต่างกันอย่างไร?

ปัจจัยที่กำหนดราคา Ultherapy ในปี 2026

ราคาของ Ultherapy ในตลาดปัจจุบันมักจะเริ่มต้นที่ประมาณ 20,000 – 100,000+ บาท ขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้

  1. จำนวน Line (ไลน์) ที่ใช้: ยิ่งปัญหาผิวหย่อนคล้อยมาก หรือต้องการทำหลายบริเวณ (เช่น ทั่วหน้า เหนียง คอ) จำนวนไลน์ที่ใช้ก็จะมากขึ้นตาม
  2. รุ่นของเครื่อง: ปัจจุบันมีรุ่นใหม่อย่าง Ultherapy Prime ที่ประมวลผลเร็วขึ้น 20% และลดความเจ็บได้ดีกว่ารุ่น SPT เดิม
  3. ความเชี่ยวชาญของแพทย์: การออกแบบเวกเตอร์ (Vector) ในการยิงมีความสำคัญมาก แพทย์ที่มีประสบการณ์จะรู้วิธีการวางแนวพลังงานเพื่อให้หน้ายกกระชับอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
  4. ความน่าเชื่อถือของคลินิก: คลินิกที่ได้มาตรฐานและใช้เครื่องแท้จะมีใบเซอร์ติฟิเกตยืนยันจาก Merz Aesthetics

ข้อควรระวัง: อย่าหลงเชื่อ Ultherapy ราคาถูกเกินจริง เพราะความเสี่ยงของเครื่องปลอมคือ “พลังงานไม่คงที่” ซึ่งอาจทำให้หน้าไหม้ (Burn) หรือเส้นประสาทอักเสบได้

สรุป

Ultherapy แพงไหม? หรือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า?

คำตอบขึ้นอยู่กับความคาดหวังของคุณ หากคุณต้องการผลลัพธ์ที่ “ชัดเจน ปลอดภัย และอยู่ได้นาน” การจ่ายเงินให้กับ Ultherapy คือการซื้อความมั่นใจและผลลัพธ์ที่พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์

ก่อนตัดสินใจทำทุกครั้ง อย่าลืมเช็คชื่อคลินิกผ่านเว็บไซต์ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นคลินิกที่ใช้เครื่องแท้จาก Merz Aesthetics หรือไม่ เพราะผิวหน้าของคุณมีเพียงหน้าเดียว… เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเองนะคะ

ปรึกษาคุณหมอ และรับสิทธิพิเศษก่อนใคร

สอบถามโทร 087-528-2442