Ultherapy vs HIFU: เลือกแบบไหนให้หน้าเป๊ะ? เจาะลึกความต่างที่คนอยากสวยต้องรู้
ในยุคที่การดูแลตัวเองเป็นเรื่องสําคัญ เทคโนโลยี “การยกกระชับหน้าโดยไม่ต้องผ่าตัด” กลายเป็นทาง
เลือกยอดนิยมอันดับต้นๆ และเมื่อพูดถึงการยกหน้า สองชื่อที่มักจะถูกหยิบมาเปรียบเทียบกันเสมอคือ
แม้ทั้งคู่จะใช้คลื่นเสียงเหมือนกัน แต่ในรายละเอียดแล้วมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ผลลัพธ์ และความคุ้มค่า
บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกว่าเครื่องไหนคือ “ตัวจริง” สําหรับปัญหาผิวของคุณ
เจาะลึกหลักการทํางานของ Ultherapy : ทําไมถึงยกหน้าได้ โดยไม่ต้อง ใช้มีดหมอ?
หลายคนสงสัยว่า แค่ใช้เครื่องมือมาวนๆ บนหน้า จะสามารถ “ยกหน้า” ให้ตึงเหมือนการผ่าตัดได้
อย่างไร? คําตอบอยู่ที่นวัตกรรมคลื่นเสียงความถี่สูงที่ลํ้าสมัยที่สุด ซึ่งมีหลักการทํางานที่ซับซ้อนแต่ทรง
พลัง ดังนี้ค่ะ
1. พลังงาน Micro-Focused Ultrasound
หลักการพื้นฐานของ Ultherapy คือการใช้คลื่นเสียงความถี่สูงที่มีความเฉพาะเจาะจง (Focus) โดยเครื่อง จะปล่อยพลังงานลงไปใต้ผิวหนังในรูปแบบของจุดความร้อนเล็กๆ ขนาดประมาณ 1 มม. เรียงต่อกันเป็นเส้นตรง
ให้นึกภาพตามง่ายๆ เหมือนกับการใช้ “แว่นขยายรวมแสงอาทิตย์” ลงบนจุดเดียว พลังงานจะวิ่งผ่านผิวชั้นบนไปโดยไม่ทําอันตราย แต่จะไปเกิดความร้อนสูงในจุดที่โฟกัสไว้ใต้ผิวหนังเท่านั้น
2. เจาะลึกถึงชั้น SMAS (จุดยุทธศาสตร์ของการยกหน้า)
ในอดีต หากต้องการยกหน้าให้ตึง ศัลยแพทย์จะต้องผ่าตัดเพื่อไปดึงชั้นเนื้อเยื่อที่เรียกว่า SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System)
ซึ่งเป็นชั้นกล้ามเนื้อส่วนบนที่ทําหน้าที่พยุงโครงหน้าเอาไว้ Ultherapy คือเทคโนโลยีแรกที่สามารถส่งพลังงานความร้อนที่อุณหภูมิประมาณ 60-70°C ลงไปได้ลึกถึง 4.5 มม.
ซึ่งเป็นตําแหน่งของชั้น SMAS พอดี ทําให้ชั้นเนื้อเยื่อนี้เกิดการ “หดตัว” (เหมือนเนื้อที่โดนความร้อนแล้วหดลง) ส่งผลให้ผิวหน้าถูกดึงรั้งขึ้นทันทีจากภายใน
3. กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ (Neocollagenesis)
การทํางานของ Ultherapy ไม่ได้จบแค่การทําให้ผิวหดตัวในวันที่ทําเท่านั้น แต่ความร้อนที่ส่งลงไปจะไปกระตุ้นกลไกการซ่อมแซมร่างกาย
ระยะที่ 1 (Immediate) : เส้นใยคอลลาเจนเดิมหดตัว ทําให้หน้าดูยกกระชับทันทีหลังทําประมาณ 20-30%
ระยะที่ 2 (Long-term) : ร่างกายจะถูกหลอกว่าเกิดแผลเล็กๆ ใต้ผิว จึงเริ่มกระบวนการสร้าง “คอลลาเจน และอีลาสติน” ขึ้นมาใหม่จํานวนมาก ซึ่งกระบวนการนี้จะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน ทําให้ผิวค่อยๆ แน่น และตึงขึ้นเรื่อยๆ
4. ความแม่นยําด้วยหน้าจอ Real-time Visualization
นี่คือหัวใจสําคัญที่ทําให้ Ultherapy แตกต่างจากเครื่องยกกระชับอื่นๆ แพทย์จะสามารถมองเห็นภาพโครงสร้างผิวของผู้ป่วยผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ตลอดเวลา (คล้ายการทํา Ultrasound ดูเด็กในครรภ์)
ทําให้แพทย์เลือกวางตําแหน่งพลังงานได้แม่นยํา วางแนวพลังงานได้ตรงชั้น SMAS ของแต่ละบุคคล (ซึ่งลึกไม่เท่ากัน) หลีกเลี่ยงการยิงโดนกระดูกหรือเส้นประสาท ตรวจสอบได้ว่าหัวส่งพลังงานแนบสนิทกับผิวหรือไม่ เพื่อป้องกันผิวไหม้
สรุปหลักการทํางานใน 3 ขั้นตอน:
See: สแกนดูชั้นผิวจริงผ่านหน้าจอ
Target: ส่งพลังงานความร้อนลงลึกถึงชั้น SMAS อย่างแม่นยํา
Lift: กระตุ้นให้ผิวหดตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่ เพื่อการยกกระชับจากลึกถึงระดับโครงสร้าง
Ultherapy vs HIFU: เทคโนโลยีคลื่นเสียงเหมือนกัน แต่ผลลัพธ์ต่าง กันอย่างไร?
แม้ว่าทั้ง Ultherapy และ HIFU จะใช้พลังงานคลื่นเสียงความถี่สูง (Focused Ultrasound) เพื่อยกกระชับผิวโดยไม่ต้องผ่าตัดเหมือนกัน แต่ในโลกของความงาม ทั้งสองอย่างนี้ถูกจัดอยู่ใน “เกรด” และ “ประสิทธิภาพ” ที่ต่างกันชัดเจน เปรียบได้กับรถยนต์มาตรฐานทั่วไปกับรถยนต์ซูเปอร์คาร์ค่ะ
นี่คือ 4 ความต่างหลักที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ
1. ความแม่นยํา (The Power of Visualization)
Ultherapy: มีหน้าจอแสดงผลชั้นผิวแบบ Real-time ทําให้แพทย์เห็นโครงสร้างผิวจริงขณะทํา ยิงพลังงาน ลงลึกถึงชั้น SMAS ได้แม่นยํา 100% ทุกช็อต
HIFU: ไม่มีหน้าจอแสดงผล แพทย์ต้องกะระยะความลึกตามมาตรฐานเครื่อง ซึ่งชั้นผิวของแต่ละคนมีความหนาไม่เท่ากัน ทําให้บางช็อตอาจไม่ลงลึกถึงชั้นที่ต้องการ หรืออาจกระจายพลังงานได้ไม่ทั่วถึงเท่าที่ควร
2. ขนาดและความเสถียรของพลังงาน
Ultherapy: ปล่อยพลังงานในรูปแบบ Micro-Focused Ultrasound เป็นจุดความร้อนขนาดใหญ่และคงที่ (ประมาณ 1 มม.) เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ ทําให้เนื้อเยื่อหดตัวได้ดีกว่าและกระตุ้นคอลลาเจนได้มหาศาล
HIFU: ปล่อยพลังงานเป็นจุดเล็กๆ (Micro Point) และความเสถียรของพลังงานมักจะน้อยกว่า ทําให้แรงยกตัวของผิวมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเมื่อเทียบต่อจํานวนช็อตที่เท่ากัน
3. ระยะเวลาของผลลัพธ์ (Longevity)
Ultherapy: ได้รับการยอมรับว่าเป็น Gold Standard ทําเพียง 1 ครั้ง ผลลัพธ์อยู่ได้นาน 1-2 ปี (ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเอง) เหมาะสําหรับคนที่ไม่ชอบทําหัตถการบ่อยๆ
HIFU: ผลลัพธ์มักจะอยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน ดังนั้นเพื่อให้ใบหน้าคงความกระชับอยู่เสมอ จึงต้องมาทําซํ้าทุกๆ 3-4 เดือน
4. ความรู้สึกระหว่างทําและงบประมาณ
Ultherapy: เจ็บกว่า เนื่องจากพลังงานสูงและลงลึกถึงชั้นพังผืด แต่ทําครั้งเดียวจบ ราคาต่อครั้งสูงกว่า (High Investment, High Return)
HIFU: เจ็บน้อยกว่า (ในบางรุ่นอาจไม่รู้สึกเลย) ราคาต่อครั้งย่อมเยา เข้าถึงง่าย เหมาะสําหรับการเริ่มต้น หรือการ Maintain ผิวในราคาประหยัด
เจาะลึกความต่าง: Ultherapy vs HIFU
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาเปรียบเทียบใน 4 ประเด็นหลัก ดังนี้ค่ะ
– ความแม่นยําและพลังงาน
Ultheray: พลังงานออกมาเป็นเส้นประที่เรียงตัวสมํ่าเสมอ พลังงานเสถียรมาก และแม่นยําสูงเพราะมีหน้าจอ
HIFU: พลังงานกระจายตัวเป็นจุดเล็กๆ ความเสถียรขึ้นอยู่กับเกรดของเครื่อง (ซึ่งมีตั้งแต่เครื่องเกาหลีมาตรฐานสูง ไปจนถึงเครื่องราคาถูกที่ไม่ได้มาตรฐาน)
– ความรู้สึกขณะทํา
Ultherapy: ขึ้นชื่อเรื่อง “ความเจ็บ” เนื่องจากเป็นการสะสมความร้อนสูงในชั้นผิวเพื่อให้เกิดการยกกระชับสูงสุด แต่ความเจ็บนี้แลกมาด้วยผลลัพธ์ที่ชัดเจน
HIFU: มักจะเจ็บน้อยกว่า หรือในบางรุ่นแทบไม่รู้สึกเลย เหมาะสําหรับคนที่มีความกังวลเรื่องความเจ็บเป็นพิเศษ
– ระยะเวลาของผลลัพธ์
Ultherapy: ทํา 1 ครั้ง ผลลัพธ์จะค่อยๆ ชัดเจนขึ้นใน 3 เดือน และอยู่ได้ยาวนาน 1-2 ปี HIFU: ผลลัพธ์อยู่ได้ประมาณ 3-6 เดือน จึงต้องอาศัยการทําซํ้าบ่อยๆ เพื่อรักษาความตึงกระชับ
– งบประมาณ
Ultherapy: ราคาสูงกว่าต่อการทําหนึ่งครั้ง (เริ่มต้นหลักหมื่นปลายๆ)
HIFU: ราคาเข้าถึงง่าย (หลักพันถึงหมื่นต้นๆ) เหมาะสําหรับคนที่อยากดูแลผิวเรื่อยๆ
การเตรียมตัวและการดูแลตัวเอง
ไม่ว่าจะเลือกทําตัวไหน การดูแลตัวเองคือหัวใจสําคัญ
ก่อนทํา: ควรงดยาที่ทําให้เลือดออกง่าย เช่น แอสไพริน หรืออาหารเสริมประเภทวิตามินอี นํ้ามันปลาอย่างน้อย 1 สัปดาห์
หลังทํา: หลีกเลี่ยงแสงแดดจัดๆ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ และเน้นการทาครีมบํารุงที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น เพราะใต้ผิวจะมีความร้อนสะสมอยู่
ดื่มนํ้าเยอะๆ: นํ้าจะช่วยให้กระบวนการสร้างคอลลาเจนใหม่ทํางานได้ดียิ่งขึ้น
สรุป
บทสรุป: เลือกอะไรดี? ถ้าคุณต้องการ “การลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาว” และเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนเหมือนการล็อกอายุผิว Ultherapy คือ คําตอบที่จบที่สุดครับ แต่ถ้าคุณอยู่ในช่วง “เริ่มต้นดูแลตัวเอง” หรืออยากยกกระชับแบบค่อยเป็นค่อยไปใน ราคาสบายกระเป๋า HIFU ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสําหรับการดูแลผิวอย่างสมํ่าเสมอค่ะ
“หน้าหย่อนคล้อย เลือกไม่ถูกว่าตัวไหนดี?
ทักมาปรึกษาคุณหมอให้ช่วยประเมินรูปหน้าฟรี! เพื่อเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ผิวคุณค่ะ”
